เว็บบอร์ดแชร์ข้อมูล-แนะนำ-สอบถาม-พูดคุย-แลกเปลี่ยน-วิธีหารายได้ในอินเตอร์เน็ต-บิทคอยน์-ไบนารี่-forex-การสร้างเว็บหารายได้-และเครื่องมือหารายได้ต่างๆทุกรูปแบบ

เว็บบอร์ดแชร์ข้อมูลหารายได้ในอินเตอร์เน็ตทุกรูปแบบ
×

ข่าว


5 วีธีสร้างรายได้ ด้วยเว็บไซต์ !!(อ่าน 13 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

5 วีธีสร้างรายได้ ด้วยเว็บไซต์ !! เมื่อ: ธันวาคม 01, 2019, 11:44:36 AM
Advertisement


วิธีที่ 1 วิธียอดฮิต คือติดโฆษณา
เมื่อเรามีเว็บไซต์แล้ว ถ้าเรามีเนื้อหาในเว็บไซต์บ้างแล้วพอสมควร วิธีการหารายได้ที่ง่ายที่สุดเลยก็คือ การติดโฆษณาลงไปบนเว็บไซต์ของเรา นั่นเองครับ

เอเจนซี่โฆษณา บนโลกอินเตอร์เน็ตของเรา มีมากมายหลายเจ้ามากๆครับ แต่เจ้าที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันนี้ก็คือ Google นั่นเองครับ ซึ่ง Google จะลงโฆษณากับเราภายใต้โปรแกรมที่ชื่อว่า Google Adsense ครับ นอกจาก Google Adsense แล้ว เราก็มีเจ้าอื่นๆ อย่าง Media.net ,Revenue Hits หรือ แม้แต่การขายโฆษณาเองเราก็ทำได้เช่นกันครับ

เราลองมาดูรายละเอียดกันครับ

1) การติดโฆษณาบนเว็บไซต์ เราจะมีรายได้คิดเป็นต่อคลิกตั้งแต่ 0.1 USD จนถึง 1 USD กันเลยทีเดียวครับ รายได้ต่อคลิกหมายความว่า คนที่เข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา แล้วเห็นโฆษณา แล้วเกิดการคลิกที่โฆษณานั้นครับ เราถึงจะได้ค่าตอบแทน

*** แต่ !! ห้ามไปคลิกโฆษณาบนเว็บตัวเองเด็ดขาดนะครับ เพราะ ค่าย Agency ต่างๆ มีความฉลาดมากครับ เค้าสามารถรู้ได้ว่า คลิกไหนโกง คลิกไหนไม่โกง ถ้าจับได้ว่าเราโกงเมื่อไร เราอาจจะถูกระงับบัญชีได้ครับ

2) รายได้ของเรา จะขึ้นอยู่กับยอดวิวเป็นหลักเลยครับ ยิ่งมีคนเข้ามาดูมาก โอกาสที่จะคลิกโฆษณาก็ยิ่งมีมากครับ

3) ดังนั้นยิ่งยอดวิวเยอะ ยิ่งคลิกเยอะ ยิ่งรายได้เยอะ ตามไปด้วยนั่นเองครับ

มาดูรายได้เฉลี่ยกันนิดนึงครับ ว่าการหารายได้จากการโฆษณานั้นมีรายได้เป็นอย่างไร

หน้านี้เป็นหน้าที่ผมได้ Capture มาจากหน้าจอ Report ของ Adsense ในเว็บที่ผมทำอยู่ครับนะครับ จะเห็นได้ว่า รายได้ 1 USD เกิดจากยอดวิว ประมาณ 1,700 วิวครับ

มาลองดูตัวอย่าง การวางโฆษณากันครับ

ที่ kapook.com เป็นเว็บไซต์อันดับต้นๆ ในประเทศไทยเลยทีเดียว และเป็นเว็บที่มีรายได้จากค่าโฆษณาเป็นหลักเลยก็ว่าได้ครับ

จะเห็นได้ว่า เปิดมาถึงก็เจอโฆษณาวาง ในหลายๆที่ของหน้ากันเลยครับ นั่นก็เพราะว่า เว็บแห่งนี้ มีคนสนใจที่จะลงโฆษณากับเค้าเยอะครับ เค้าจึงมีโฆษณาเต็มแบบนี้ครับ

วิธีที่ 2 รวยแบบ ไม่ต้องมีสินค้า คือ Affiliate
ถ้าใครยังไม่รู้จักว่า Affiliate คืออะไร ผมขออธิบายสั้นๆแบบนี้ก็แล้วกันครับ ว่า Affiliate คือ การช่วยคนอื่นขายสินค้า แล้วได้ค่าตอบแทน เป็นค่าคอมมิสชั่น ต่อหนึ่งการขายครับ คนที่ทำการแนะนำสินค้า เราจะเรียกว่า Affiliator ครับ

เราลองมาดู กันครับว่า มีบริษัทไหน ที่เค้าจะให้เราทำ Affilate ได้บ้าง

Amazon บริษัทนี้คือบริษัทที่ให้ Affiliate ที่ใหญ่มากๆ ในวงการค้าปลีกครับ เรียกได้ว่า สร้าง Affiliator ให้รวยกันมาแล้วหลายคนมากๆครับ เราสามารถแนะนำสินค้าอะไรก็ได้ใน Amazon ครับ เมื่อเกิดการซื้อขาย เราก็จะได้รับค่าคอมมิสชั่น เป็นการตอบแทนครับ

Click Bank เจ้านี้ ก็ถือว่า เป็น ยักษ์ Affiliate อีกเจ้าที่ใหญ่มากทีเดียวบนอินเตอร์เน็ตครับ ซึ่งเจ้านี้เค้าจะเป็น Agency ครับไม่ได้ขายของๆตัวเอง เหมือนกับ Amazon

CJ Affiliate เจ้านี้ ก็เป็น Affiliate Network อีกเจ้าหนึ่ง ที่นิยมบน อินเตอร์เน็ตเช่นกันครับ

ต่อมาครับ มาดู JVZoo ตัวนี้ เป็น Affiliate Network ที่เน้นสินค้า Digital ครับ หรือ สินค้าที่เปิดให้ Download ได้นั่นเองครับ เช่น โปรแกรม ภาพกราฟฟิก วีดีโอฟุตเทจ หรืออะไรที่ Download ได้จะเข้าข่าย สินค้า Digital ทั้งหมดครับ

และอีกแนวทางนึงครับ Agoda เป็นบริษัทจองที่พักครับ ซึ่งเค้าเปิดให้เราเป็น Affiliate Partner ช่วยเค้าแนะนำผู้ชมเว็บของเรามาจองที่พักที่ Agoda ได้ครับ

คอนเซปต์ของการทำ Affiliate บนเว็บไซต์ จะมีแนวทางดังนี้ครับ

1) เราจะต้องแนะนำสินค้าด้วยลิงค์ หรือ รูปภาพแบนเนอร์ ที่อยู่บนเว็บไซต์ของเราครับ
2) รายได้ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้าครับ ถ้ายิ่งสินค้า ที่มีราคาสูงมาก ก็จะยิ่งมีค่าคอมมิสชั่นมากตามไปด้วยครับ แต่อาจจะขายยากมากขึ้นเช่นกันครับ
3) จำนวนคลิก ขึ้นอยู่กับลีลาของเราว่า เราจะทำให้คนคลิกลิงค์ในเว็บเรามากเท่าไร เช่นเราอาจจะเขียนบทความ ที่เกี่ยวข้องแล้วทำให้คนอยากซื้อก็ได้ครับ
4) ยิ่งยอดวิวเยอะ ก็ยิ่งมียอดคนคลิกเยอะเป็นเงาตามตัวครับ

ลองมาดูเรื่องค่าตอบแทนกันครับว่า ค่าตอบแทนจากการช่วยขายสินค้า หรือ Affiliate นี้เป็นอย่างไรบ้าง

ตารางนี้ผมได้มาจาก amazon.com ครับ ซึ่ง amazon.com จะให้ค่าตอบแทนตามจำนวนสินค้าที่เราขายได้ครับ ยิ่งขายได้มาก เราก็จะยิ่งได้ค่า คอมมิสชั่น มากตามไปด้วยครับ
หรือบางแห่ง ก็มีการให้ค่า คอมมิสชั่น เป็น Flat Rate ต่อการขายเลยก็มีครับ

แล้วยิ่งถ้าเป็นสินค้า Digital ค่า Commission มักจะมากกว่า สินค้าบริการ ทั่วไปครับ ซึ่งมีโอกาส มากถึง 30% – 50% เลยทีเดียวครับ

อันนี้เป็น Report รายได้ที่ผมได้ช่วยขายที่พักให้กับ Agoda.com ครับ จะเห็นว่ามีคน คลิกลิงค์ พันกว่าคนครับ แต่จำนวนคนที่สนใจจองจริงๆ ประมาณ 24 คนครับ ได้มาเก้าสิบเหรียญ ถือเป็นค่าเว็บโฮสติ้งแล้วกันครับ

ลองมาดูตัวอย่าง เว็บจริงกันบ้างครับว่า เค้าทำ Affiliate กันได้อย่างไร

ลองมาดูเว็บนี้กันครับ https://hostadvice.com/hosting-companies/vps/ เว็บนี้เค้าเป็นเว็บที่แนะนำเว็บโฮสติ้งครับ เค้าจะเป็น Affiliate Partner กับ เว็บโฮสติ้งที่เค้าแนะนำครับ ลองดูลิงค์ที่ไปโผล่ที่เว็บโฮสติ้งครับ บางลิงค์ จะมีตัว Affiliate ID ให้เราได้เห็นกันครับ

วิธีที่ 3 ยอดวิวดี ต้องรีวิว
เมื่อเว็บของเราเติบโต ได้สักระยะหนึ่ง นักการตลาดจาก หลายๆแบรนด์ มักจะติดต่อให้เหล่า blogger ที่มียอดวิวเยอะๆ หรือ เว็บที่ติดอันดับสูงๆ ใน Google มาช่วยรีวิวสินค้า ของเขาครับ เพราะว่า ในปัจจุบัน คนมักจะเชื่อรีวิวในอินเตอร์เน็ต มากกว่าการโฆษณาทางทีวีโดยตรงเสียอีกอีกนะครับ

มาดูกันครับว่า เรารีวิวอะไรกันได้บ้าง

1) เครื่องสำอาง เป็นสินค้ายอดฮิตเลย แล้วก็มีกระแสตามการรีวิว และ การใช้งานของเหล่า Celeb กันอย่างมากครับ เวลามีคนรีวิวกันหลายๆคนว่าดี คนก็แห่กันไปใช้ตามครับ
2) รีวิวที่พัก เดี๋ยวนี้คนจะไปเที่ยว ก็ต้องหาข้อมูลกันก่อนครับ ยิ่งมีคนรีวิวเยอะ ที่พักนั้นยิ่งได้เปรียบ เพราะเป็นที่รู้จักมากกว่าครับ
3) รีวิวร้านอาหาร เชื่อไหมครับว่า เดี๋ยวนี้จะกินอะไร ต้องดูคนรีวิวครับ ยิ่งร้านไหนคนชมเยอะในอินเตอร์เน็ตมักจะได้เปรียบครับ แล้วถ้าร้านไหนรีวิวไม่ดีนี่ก็แป้กเลยทันทีครับ
4) รีวิวบริการ ร้านต่างๆ เช่น ร้านสปา ร้านเสริมสวย และ ร้านอื่นๆ อีกมากมาย อย่างเช่น ช่วงก่อน จะมีรีวิวร้านขายจักรยาน ให้เห็นกันมากมายครับ
5) รีวิวร้านกาแฟ สำหรับร้านกาแฟ เดี๋ยวนี้ ผุดเยอะยังกับดอกเห็ดครับ ถ้าร้านไหนไม่มีรูปภาพ ไม่มีรีวิวอยู่บนอินเตอร์เน็ต โอกาสที่คนจะเข้าถึงแทบไม่มีครับ อย่างนี้ต้องพยายามหาคนมารีวิวแน่นอนครับ
6) รีวิวสินค้าอื่นๆ เช่น หนังสือก็รีวิวได้ เกม การ์ตูน หนัง หรือแม้แต่ เครื่องปิ้งขนมปัง ยังรีวิวกันได้เลยครับ
7) รีวิวแอพพลิเคชั่น ในโลกยุคนี้เป็นยุคที่มี แอพพลิเคชั่นเกิดใหม่ รายนาทีกันทีเดียว เพราะฉะนั้น แอพพลิเคชั่นก็ต้อง ทำการตลาด โดยเฉพาะ การรีวิวนั้น ช่วยให้แอ็พพลิเคชั่นที่เกิดใหม่ เป็นที่รู้จักได้ง่ายขึ้นครับ

ลองมาดูคอนเซบของวิธีนี้กันดีกว่าครับ ว่าเป็นอย่างไรกันบ้างครับ

1) ผู้ที่จะซื้อรีวิว จะดูอันดับเว็บไซต์ของเราจาก Google เป็นหลักครับ ยิ่งเราติดอันดับที่ดี โอกาสที่เค้าจะติดต่อเรามาก็ยิ่งมีเยอะครับ
2) ยิ่งอันดับดี ก็ยิ่งมีค่าตอบแทนสูงครับ เพราะว่ากันดับดีหมายถึง การเรียกคนเข้ามาดูรีวิวได้เยอะกว่าด้วยครับ
3) เราเป็นคนกำหนดค่าตอบแทนได้ว่า เราจะกำหนดเท่าไรต่อการรีวิว และค่าตอบแทนนี้ เค้าเรียกว่า Rate Card ไม่ใใช่ติดเรทนะครับ แต่เป็นอัตราค่าโฆษณา ในตำแหน่งต่างๆของเว็บไซต์ เรา เช่น รีวิวขึ้นหน้าแรก รีวิวขึ้นหน้าทั่วไป ราคาก็จะแตกต่างกันครับ
4) ยิ่งเรามีชื่อเสียง มีแบรนด์ เป็น Celeb หรือ ผู้ติดตามเยอะๆ นะครับ ค่าตอบแทนในการรีวิวยิ่งสูงมากเลยทีเดียว

ลองมาดูตัวอย่างของจริงกันบ้างครับว่า เค้ารีวิวกันอย่างไร

ลองมาที่เว็บไซต์นี้ครับ http://www.ladyissue.com/category/pr-brand เว็บนี้มีทั้งการวางโฆษณาและการรีวิว แบรนด์ต่างๆ มากมายเลยครับ โดยเขาจะรวบรวม การรีวิวแบรนด์ ไว้ใน หมวดหมู่ที่ชื่อว่า PR Brand ครับ

วิธีที่ 4 สร้างรายได้แบบยั่งยืน ต้อง E-Commerce
สำหรับวิธีอื่นก่อนหน้านี้ พึ่งพาคนอื่น หรือเจ้าของธุรกิจอื่นอยู่บ้างนะครับ แต่ถ้าใครอยากสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ก็ต้องสร้าง E-Commerce Website ของตัวเองครับ

เว็บไซต์ชั้นนำในเรื่อง E-Commerce นั้นมีมากมายครับ แต่ผมจะยกตัวอย่าง ให้แบบนี้แล้วกันครับ

1) amazon.com เป็นร้านค้าปลีกอันดับหนึ่งบนโลกออนไลน์ ที่ขายของไปทั่วโลกครับ
2) alibaba.com นี่ก็เป็นเว็บไซต์ขายส่งอันดับหนึ่งจากจีนเลยครับ หรือถ้าอยากซื้อปลีก เค้าก็มี aliexpress ให้บริการครับ
3) lazada.co.th เว็บไซต์นี้ ได้มาทำตลาดในไทย สักพักหนึ่งแล้วครับ จนคนไทยเริ่มคุ้นเคยกับการช้อปปิ้ง online ไปแล้วครับ
4) udemy.com เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์ ขายคอร์สออนไลน์ซึ่งเป็น E-Commerce อีกรูปแบบหนึ่งครับ คำว่า E-Commerce นั้น เราสามารถขายอะไรก็ได้ครับ ไม่จำเป็นต้องขายสิ่งของที่จับต้องได้อย่างเดียวครับ
5) se-ed.com จากร้านหนังสือที่มีหน้าร้าน ก็ต้องปรับตัวมาขาย Online เพิ่มเติมครับ ถ้าใครมีธุรกิจอยู่ แล้วยังไม่ Online นะครับต้องรีบ Online แล้วครับเพราะ การ Online จะเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงลูกค้าของเราครับ

ในปัจจุบัน การสร้างร้านค้า Online หรือทำ E-Commerce นั้นง่ายกว่าสมัยก่อนมากๆ และ ต้นทุนต่ำกว่าเดิมมากครับ โดยผมได้รวบรวม software ฟรีมาให้ดังนี้ครับ

1) Woocommerce ปลั๊กอินสำหรับทำ E-Commerce อันดับหนึ่งบน WordPress ครับ
2) Presta Shop ซอฟท์แวร์ E-Commerce โดยตรงที่ได้รับความนิยมสูงจากเจ้าของกิจการในต่างประเทศมากๆครับ
3) Open Cart เป็นซอฟท์แวร์ E-Commerce ที่ใช้งานได้ง่ายตัวหนึ่งในโลก E-Commerce เลยครับ
4) Magento ตัวนี้เรียกได้ว่าเป็น พี่ใหญ่ ของวงการ E-Commerce Software เลย เพราะสามารถทำเว็บไซต์ E-Commerce ระดับ Enterprise Scale ได้เลย

มาดูกันดีกว่าครับว่า การทำ E-Commerce นั้น มีข้อดีอย่างไร

1) เราควบคุมได้ทุกอย่าง ตั้งแต่การหาสินค้า การโฆษณา และรายได้ของเราไม่ต้องขึ้นอยู่กับ บริษัทโฆษณา
2) ต้นทุนต่ำกว่าการเปิดร้าน ทั่วไปมากๆ อย่างเช่น ถ้าเราจะเปิดร้านขาย เครื่องสำอาง แค่ค่าเช่าที่หนึ่งเดือน อาจจะแพงกว่า ค่าเช่าเว็บโฮสติ้งทั้งปีก็เป็นได้
3) ไม่ต้องใช้คนบริหารจัดการมาก เพราะระบบ E-Commerce เป็นระบบ Automatic ลูกค้าสามารถเลือกดูสินค้า ชำระเงินได้เลยในเว็บไซต์ของเรา ไม่ต้องมีพนักงานต้อนรับ หรือแนะนำสินค้า เราจะจัดการอีกทีก็ตอนส่งของให้ลูกค้าแล้ว
4) มีโอกาสทำเป็นธุรกิจแบบ Ever Green ครับ คำว่า Evergreen คือการทำให้ระบบของเรามันอัตโนมัติทั้งระบบ โดยใช้คนดูแลน้อยๆ เราก็จะมีรายได้มากแบบไม่ต้องกังวลแล้วครับ

มาดูเว็บไซต์ยอดนิยมสำหรับ E-Commerce กันดีกว่าครับ

ผมขอยกตัวอย่างเว็บ Lazada แล้วกันครับ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดี Lazada มีระบบที่เป็นอัตโนมัติทั้งระบบครับ เมื่อลูกค้ามาดูสินค้าแล้วชอบ ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ได้เลย เมื่อเจ้าของสินค้าได้รับคำสั่งซื้อ เค้าก็จัดส่งสินค้าได้ทันทีเลยครับ

วิธีที่ 5 ปั้นเว็บแล้วขาย รายได้อื้อซ่า
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ามีวิธีนี้อยู่ด้วยครับ แต่จริงๆแล้ววิธีนี้เป็นวิธีคลาสสิคมาก สำหรับสมัยที่ อินเตอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายใหม่ๆ มีคนสร้างเว็บให้เป็นที่รู้จัก แล้วก็ขายเว็บไซต์ให้กับนักลงทุนครับ

เราลองมาดูกันครับ สำหรับเว็บไซต์ Sanook.com ผมถือว่าเป็นเว็บไซต์ ไอดอล สำหรับคนที่เริ่มทำเว็บไซต์สมัยก่อนเลยทีเดียว นั่นก็เพราะว่า บริษัท MWeb ได้เข้าซื้อเว็บไซต์ Sanook.com ด้วยมูลค่าที่ไม่เปิดเผยครับ แต่ลือกันว่า หลักสิบล้าน ถึงร้อยล้านเลยทีเดียวครับ

มาถึงตรงนี้หลายคนมีคำถามว่า แล้วจะมีคนมาซื้อเว็บไซต์ เราได้อย่างไร มีอยู่สองวิธีครับ วิธีแรก รอแมวมอง ถ้าแมวไม่มอง ก็ขายไม่ได้นะครับ ส่วนวิธีที่สองก็คือ ใช้บริการตลาดกลางซื้อขายเว็บไซต์ครับ ซึ่งถ้าต่างประเทศเค้ามีการเปิดเป็นจริงเป็นจังกันเลย อย่างเช่น เว็บไซต์ Empire Fipper และ เว็บไซต์ Flippa ครับ ส่วนในประเทศไทย ที่จะขายได้ก็จะเป็นตามเว็บบอร์ด ที่เกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์เว็บต่างๆครับ

หลักการสำหรับการปั้นเว็บไซต์แล้วขาย จะมีดังนี้ครับ

1) ปั้นเว็บให้ติดอันดับ Google เมื่อติดอันดับแล้ว แมวก็จะมามองครับ
2) เว็บมีฐานผู้ชมอยู่แล้ว เมื่อแมวมามองแล้ว เค้าก็จะถามถึงสถิติเว็บไซต์เราครับว่า มีคนเข้ามาชมวันหนึ่ง สักกี่คนครับ ถ้าเห็นว่ามีฐานพอสมควร แมวจึงจะสนใจครับ
3) เว็บมีแนวโน้มที่จะสร้างรายได้ อย่างเช่น สามารถวางโฆษณาได้ หรือมีบริการอื่นๆภายในเว็บ แบบนี้ แมวมองยิ่งชอบครับ เพราะซื้อไปสร้างรายได้ ได้แน่ๆครับ

ปั้นเว็บให้ดัง เพื่อตังของเรา
มาถึงตรงนี้ ผมจะสรุปหลักการหารายได้จากเว็บไซต์ให้นะครับว่า เราจะต้องทำอย่างไร

1) เว็บไซต์ของเราต้องมีเนื้อหาที่ดี มีคุณภาพน่าติดตาม
2) เราต้องทำ SEO ให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับ Google
3) เราต้องสร้างแบรนด์ของเรา ให้คนจดจำได้ แล้วเข้ามาซ้ำอีก
4) ต้องโปรโมทและเสริมยอดวิวกันด้วย Social Media

เราก็ได้เรียนรู้ รูปแบบการหารายได้จากเว็บไซต์ ทั้ง 5 รูปแบบ ไปแล้วนะครับ แล้วก็จบด้วย เคล็ดลับที่จะทำให้เว็บไซต์ มีรายได้เข้ามาอย่างไม่ขาดสายนะครับ

ที่มา https://palamike.com/




 

หารายได้แบบอื่นๆ

หารานได้กับaffiliate

หารายได้กับ bitcoin

Bitcoinฟรี bitcoin-cloud-mining คลิ๊กโฆษณารับbitcoin ระบบชำระเงินbitcoinบนเว็บ

อัพโหลดไฟล์ได้เงิน

อัพโหลดไฟล์ได้เงิน

หารายได้กับการสร้างเว็บ

สร้างเว็บหารายได้

คาสิโน หวย บอล

หารายได้กับหวย รวม 10 เว็บแทงหวยออนไลน์ จ่ายจริง

เทรดforex binary bitcoin

การเทรดBitcoin การซื้อขายbinaryoption การซื้อขายforex สัญญานซื้อขายforex forexระบบคัดลอกผู้เล่นเก่งๆ